2007/Jan/05


ขอแซงคิวG wingด้วยกบนอกกะลาก่อน เพิ่งดูมาสดๆร้อนๆ เลยอยากจะเล่าชีวิตนศพ.ในอีกแง่มุมหนึ่งให้ฟัง

ก่อนอื่นขอแนะนำก่อนว่าที่ม.มหิดลทีคณะแพทย์ทั้งหมด 4 คณะ คือ ศิริราช[SI], รามา[RA], วชิระ[BM], พระบรมชนก[PI]
ทางรายการเลือกไปถ่ายทำที่คณะแพทย์ศิริราช คิดว่าเป็นเพราะว่าเป็นคณะแพทย์ที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากอันดับต้นๆ
ของประเทศไทย (ซึ่งเป็นเหตุผลอันสมควรแล้ว) นศพ.ที่สามารถเข้าศิริราชได้ก็ถือว่าเป็นพวกหัวกะทิอันดับต้นๆเลยทีเดียว
ส่วนเราเองเรียนอยู่วชิระ เคยอยากเรียนที่SIเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญา ดันโง่สอบตกรอบแรกเลย เหอเหอ ก็เลยหล่นมา
อยู่ที่วชิระแทน การเรียนการสอนก็คล้ายๆกันซึ่งมันมีอยู่ว่า...

ปี 1 ชีวิตสุขสันต์ ณ ศาลายา

หมอทั้ง 4 คณะเรียนเหมือนกันหมด
ปี 1 ที่ศาลายาสำหรับเราเป็นเหมือนชีวิตที่อิสระที่สุดเท่าที่ผ่านมาในชีวิต เพราะได้ไปอยู่หอ อยู่กับเมทและเพื่อนๆ ไม่มีพ่อ
แม่อยู่ด้วย จะเที่ยวเล่น ทำกิจกรรมอะไรก็ได้เต็มที่ ว่างๆก็ไปเดินเล่นหาของกินหน้ามอ ปั่นจักรยาน ไปพุทธมณฑล ฯลฯ สนุกมากๆ
ส่วนเรื่องเรียนนะเหรอ... มันก็เรียนคล้ายๆม.ปลายนะแหละ แล้วก็เรียนเหมือนๆกะคณะอื่นด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นนศพ.
ขึ้นซักเท่าไหร่หรอก แต่เนื้อหามันจะลึกกว่าม.ปลายนิดนึง (ยกเว้น physics, org chem ยากโครต) ถ้าตั้งใจเรียนดีๆก็ผ่านไปได้แหละ(มั้ง)

ปี 2 นรกขุมแรกที่คณะวิทย์

ปีนี้ SI จะแยกไปเรียนที่รพ.ศิริราช ส่วนRA BM PI จะย้ายมาเรียนที่คณะวิทย์ ข้างรพ.รามารวมกันทั้ง 3 คณะ
SI เค้าเรียนกันยังไงก็คงได้ดูในรายการไปแล้ว(เราก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าเค้าเรียนเป็นไงกันมั่งนะ) คราวนี้มาดูฝั่งเราเรียนมั่ง

RA BM PI ว่าไปว่ามาตอนนี้เรารู้สึกเหมือนกับทุกคนเป็นคณะเดียวกันแล้ว เพราะเรียนห้องเดียวกันตั้งแต่ปี1 พอปี2ก็

เรียนด้วยกันอีก ทั้งยังมีPBL, Conference(เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป) ก็เลยทำให้สนิทกัน

เรียนอะไรล่ะ?

...มันคือจุดเริ่มต้นของความเลวร้าย
มาพูดถึงเรื่องเรียนปี2 ทำให้การเรียนปี1ดูง่ายเหมือนขี้ไปเลย

Anatomy

ก็คือการเรียนว่าร่างกายเราเป็นยังไงน่ะแหละ มีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท อะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ทำหน้าที่อะไร...

จะได้เรียนกับ "อาจารย์ใหญ่" หลายคนอาจคิดว่าน่ากลัว แต่จริงๆไม่ เราเคยมีเพื่อนที่กลัวผีมาก แรกๆก็กลัวพอหลังๆก็
เลิกกลัว ผ่าได้สบายแถมได้Aช้วนอีกต่างหาก
ถ้าถามนศพ. 100ทั้ง100 ตอบว่าไม่กลัวอาจารย์ใหญ่แน่นอน แรกๆอาจจะเกรงบ้างให้ความเคารพ พอหลังๆก็ยังคง
ให้ความเคารพอยู่แต่ความเกรงกลัวมันหายไปแล้ว บางคนเอาชิ้นส่วนอาจารย์ใหญ่มาเล่นบ้างก็มี (แต่ยังคงให้ความเคารพอยู่นะคะ...) คนที่ไม่ได้เรียนคงคิดว่ามันไม่สมควร แต่นศพ.อย่างเราๆมันชินไปแล้ว อันที่จริงไม่ได้คิดหลบหลู่แต่อย่างใด

สิ่งน่ากลัวที่แท้จริงก็คือ การสอบแล็บกริ๊ง เพราะว่าให้เวลาข้อละ1นาที ถ้ารู้มันก็จะรู้เลย ถ้าไม่รู้มันก็จะไม่รู้เลย (ซึ่งมันมักจะดูไม่ออกเสมอ) บางครั้งยังแยกเส้นเลือดกับเส้นประสาทไม่ได้ด้วยซ้ำ
เวลาอ่านหนังสือก็ต้องท่องๆๆๆๆๆๆ จำๆๆๆๆๆๆๆ อย่างเดียว จำได้ก็ตอบได้ ไม่ค่อยได้ใช้ความเข้าใจอะไรบางคนอาจคิดว่า ก็ดีดิ ท่องๆจำๆไปแค่อย่างเดียว มันไม่ใช่อย่างนั้นเพราะมันจำเยอะมากกกกกกกกกก เช่น จำชื่อกล้าม
เนื้อ มีorigin insertionอะไร actionอะไร เส้นเลือด เส้นประสาท มีแขนงจากไหนไปเลี้ยงอะไร....จำกันแทบบ้า

Embryology
เรียนเกี่ยวกับemryo ตัวอ่อน การเกิดอวัยวะต่างๆ ซึ่งมัจะไม่รู้เรื่วงต้องใช้จินตนการสูงว่ามันจะdevelopeมาเป็นคน
เป็นตัวเป็นตนอย่างนี้ได้ยังไง ยิ่งlabยิ่งดูยาก มึนมาก ดูไปก็เห็นแต่จุด รู ช่อง และต้องidentifyว่ามันคืออะไร

Histology
พวกmicroanatomyที่ต้องใช้กล้องส่องดูพวกเซลล์ เนื้อเยื่อที่อวัยวะต่างๆ ดูไปมันก็คล้ายๆกันหมด เห็นแต่slideสี
ชมพู ไม่รู้เรื่องพอๆกะembryo

พักหายใจแป่บ......อยากบอกว่าที่ผ่านมาแค่เบาะๆ ความน่ากลัวจริงคือต่อไปนี้

Physiology
เรียนfunctionต่างๆของอวัยวะ วิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจสูง ถ้าเข้าใจเลยก็ดีทำสอบได้ ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่เข้าใจอย่าง
ถ่องแท้ ก็เตรียมตัวตกได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ(ที่ทำให้เหมือนกลับไปเรียนฟิสิกส์อีกครั้ง)สามารถคร่าชีวิตนศพ.ไปได้มากมาย ปัญหาที่พบบ่อยคือ คิดด้วยทฤษฏีไม่ตรงกับอาจารย์ก็เลยผิดนั่นเอง

Pharmacology
เรื่องยา ต้องจำชื่อยา หมวดหมู่ การใช้รักษา ฯลฯ อันนี้ก็จำกันมากและต้องเข้าใจด้วยว่ายาไปออกฤทธิ์ยังไง
สิ่งที่ยากที่สุดคือ การจำชื่อยาที่มากมาย และมักจะmatchกับกลุ่มยาไม่ถูก เวลาทำสอบก็เลยเอ๋อ งงกับชื่อยาไปหมด

Neurology
เรียนเกี่ยวกับสมอง ซึ่งยากที่สุด เพราะท่องจำมาก มากยังไง? ก็ต้องจำชื่อแต่ละรอยหยัก แต่ละร่องให้ได้ แต่นั่นคือสิ่ง
ที่ง่ายสุดของneuro ที่ยากกว่าคือต้องจำtract และ function ซึ่งมีมากมายไปหมด ถ้าเสียตรงนี้เป็นโรคนึง เสียอีกที่ก็เป็นอีกโรค ทำให้งงมากๆเลยล่ะ

การเรียนอย่างอื่นเพิ่มเติม

PBL Problem base learning
เค้าจะจัดกลุ่มย่อยเอาทั้ง 3 คณะมารวมกันกลุ่มนึงประมาณ 12 คน
การเรียนก็คือ จะมีcaseมาให้แล้วก็ให้ช่วยกันคิดว่าเป็นโรคอะไร เกิดได้ยังไง รักษายังไง
แล้วก็แบ่งงานกันไปหาข้อมูล คาบต่อมาก็ให้มาอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มฟัง อะไรประมาณนั้น

Conference
เอากลุ่มPBL 2 กลุ่มมารวมกัน แล้วแจกคำถามไปให้ก่อน ให้แบ่งกันเองในกลุ่มว่าใครทำข้อไหน แล้วเอามารายงานให้
เพื่อนฟังหน้าห้อง

Quiz, Pretest, Postest
เป็นการสอบที่ฝึกฝนเทคนิคการลอกได้เป็นอย่างดี บางกลุ่มก็หันไปถามกันตรงๆเลยก็มีเหมือนกัน เพราะไม่ใช่ว่าแต่ละ
คนจะอ่านหนังสือมากันรู้เรื่องหรอก คนไม่อ่านมีกันมากมาย(มากกว่าคนที่อ่าน) การลอกจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา พบกันทุกกลุ่ม (แต่การสอบใหญ่ๆก็ไม่ค่อยลอกนะ)

การสอบ
บ่อยมาก เทอมแรกสอบไปประมาณ 8 ครั้ง เรียนเสร็จ1วิชาก็สอบครั้งนึง โดยเฉลี่ยสอบประมาณเดือนละครั้ง แต่ละ
ครั้งเนื้อหาก็มากมาย บางครั้งเรียน 2สัปดาห์ก็สอบแล้ว การอ่านไม่ทัน/ไม่รู้เรื่องเลยเกิดขึ้นประจะ จนปัจจุบันนี้หลายคนได้ชินไปแล้วล่ะ....

Technical Term

มะเร็ง - นศพ.ที่ไม่ยอมหาPBL Conference มักจะมาดูดความรู้หรือหาที่พึ่งจากเพื่อนในกลุ่มตลอด ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรเลย(แต่เพื่อนๆก็ไม่ถือสาอะไร)
Tetris Attack - เกมปัญญาอ่อนที่แอบเอามาลงในคอมทุเครื่องในห้องแล็ป ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ มักใช้เล่น
เวลาเรียนแล็ปตอนไม่รู้จะดูอะไร(ดูไปกรูก็ไม่เข้าใจ)
Flashy, Godsilla - ไวรัสในคอม ที่แพร่กระจายไปยังhandy driveของทุกคน ไม่มีถือว่าเชย
แกะเทป - ก็คือแกะเทปนั่นแหละ แกะคำพูดอาจาร์ยในคาบ มักตามด้วยการthanks ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนาน
dot A, Audition, เกมออนไลน์ - งานอดิเรก(หรืองานหลัก ของบางคน)ในคณะ

เราก็อยู่แค่ปี2อ่ะนะ เลยเล่าได้แค่นี้ ส่วนปี3-6 ก็ต้องรอดูต่อไป แต่เห็นพวกพี่ๆบอกว่ายากกว่าปี2ซะอีก T-T

ปี 3
เรียน Pathology เกี่ยวกับความผิดปกติต่างๆในร่างกาย

ปี 4-6
แยกย้ายกันเข้ารพ.ของคณะตัวเอง ได้ขึ้นวอร์ด ฝึกจริงๆกับคนไข้ (คงมีเรื่องสนุก..?เกิดขึ้นมากมาย)


เท่าที่เล่ามาคงไม่สามารถบรรยายออกมาได้ว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เรียนหนักขนาดไหน ต้องพบด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะรู้ซึ้ง

เรามาเรียนหมอเพราะอยากเป็นหมอ ตอนนี้ยังรู้สึกยากลำบากเหลือเกิน เลยอยากบอกว่าถ้าไม่ได้คิดจะเป็นก็อย่ามาเป็นเลย ลำบากเปล่าๆ ทรมานตัวเองเปล่าๆ ไม่คุ้มเลย หลายคนที่เข้ามาเรียนแล้วอยากเลิกก็มี(เยอะด้วย) ดังนั้น ถ้าคิดว่าไม่ใช่ ก็อย่ามาเสียเวลาดีกว่านะจ๊ะ....

ปล. ขอให้น้องๆที่กำลังจะสอบโชคดีทุกๆคน เย้

2007/Jan/03

หลังจากผ่านพ้นไป 1สัปดาห์ ในที่สุดก็ดูกันดั้มวิงจบซะที
ระหว่างดูก็นึกถึงตอนเด็กๆ(ประมาณป.6มั้ง) ที่ทุกสัปดาห์ต้องคอยมานั่งหน้าทีวีรอดูการ์ตูน ดูครั้งนึงก็ได้แค่ครึ่งชั่วโมง ไม่จุใจ คราวนี้ได้ดูรวดเดียวจบ รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

เรื่องก็มีอยู่ว่า ในปี After colony 195 จักรวาลถูกแบ่งเป็น2ส่วน คือ โลก และ โคโลนี ถูกปกครองโดยองค์กรชื่อOZ ซึ่งโคโลนีถูกพวกOZปกครองโดยใช้กำลังมาโดยตลอด ดังนั้นแผนการOperation: Meteor จึงเกิดขึ้น กันดัมทั้ง 5 เครื่องถูกส่งลงมาบนโลกเพื่อจัดการพวกOZ เพื่อปกป้องโคโลนีของพวกเขา......สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว

สมัยก่อนตอนเด็กๆ ไอ้เราก็ดูไปเรื่อยๆ เอามันส์อย่างเดียวไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร พอมาดูอีกที บอกตรงๆว่ารู้สึกงงมาก เพราะเนื้อเรื่องมันมึนๆ ยิ่งมีตัวละครหลักถึง5ตัว เลยยิ่งสับสนไปใหญ่ (แต่ก็ยังสนุกเหมือนเดิมนะ)
บางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวคิด ความคิดเห็นมันแตกต่าง ขัดแย้ง แล้วก็ซับซ้อน โดยเฉพาะ Wufie จนบัดนี้เราก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคิดอะไรยังไงกันแน่

ถ้าเทียบกับseed (อันที่จริงก็ไม่น่าจะเอามาเทียบกันนะ แต่มันอดไม่ได้)
seedชนะขาดแน่นอนอยู่แล้ว ทั้งCGอลังการ เพลงประกอบเพราะ การดำเนินเรื่องไปได้ดีกว่า ฉาก+ความหลากหลายในการต่อสู้มากกว่าและที่สำคัญ แนวคิดและอุดมการณ์ของตัวละครแต่ละตัวสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่า G wing เป็นไหนๆ
แต่เอาเหอะG wingมันเป็นการ์ตูนเก่าแล้วอ่ะนะ(ถึงได้ไม่อยากเทียบกัน) ถ้าเทียบกับการ์ตูนสมัยเดียวกัน ถือว่าเป็นการ์ตูนที่สุดยอดเลยทีเดียว ยังไงก็ชอบอยู่ดี

คราวหน้าจะพูดเรื่อง G wing ต่อ มีเรื่องมากมายอยากเล่าแต่ตอนนี้ดึกแล้ว อยากไปนอนมั่กมากกกกก

โปรดติดตามตอนต่อไป

ปล. ไม่อยากไปเรียนเลยอ่ะพรุ่งนี้

2007/Jan/02

เมื่อวันที่31 เหมือนเป็นประเพณีที่ครอบครัวสุขสันต์ของเราจะต้องไปดูหนัง+เตรียมcountdown
หนังที่เลือกดูก็คงจะหนีไม่พ้น Night at the Museum เพราะเป็นหนังตลก ดูง่าย สบายๆดี
ตอนแรกที่เข้าโรงก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกะหนังมากเพราะว่าเป็นหนังตลก ดูแล้วก็แค่ขำๆ ไม่ค่อยมีอะไร บา'
เรื่องออกจะแป็กด้วยซ้ำ
แต่พอเข้าไปดูจริงๆแล้วปรากฏว่า "ฮากว่าที่คิด" สามารถทำให้เราหลุดขำออกมาได้ ก็เลยอยากให้เพื่อนๆลองไปดูกัน
บ้าง มันก็หนุกดี

เนื้อเรื่อง....ก็ไม่มีอะไรสุดแสนธรรมดา บางคนคงเดาเนื้อเรื่องจนจบได้ก่อนเข้าไปดูด้วยซ้ำ
แต่เจ้าเนื้อเรื่องธรรมดานี่แหละ มันก็ทำให้สนุกได้ โดยการจับเอาสิ่งต่างๆในพิพิธภัณฑ์ให้มามuชีวิต
ทั้งทีเร็กซ์ สิงโต ชาวฮั่น นีแอนเดอร์ทัล ฟาห์โรห์ ฯลฯ เยอะแยะมากมายมั่วไปหมด
ตัวละครแต่ละตัวมีบุคลิกของตนตามบทบาทอย่างเห็นได้ชัด ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายในพิพิธภัณฑ์
แล้วพระเอกของเราล่ะจะทำยังไง
ก็ติดตามดูในNight at the Museumละกัน(ขี้เกียจเล่า)

นำแสดงโดย
Ben Stiller
Owen Wilson ชอบสุดในเรื่อง รองจากหินรูปหน้าคน(Dumb Dumb)
Robin Williams เรื่องนี้อ้วนขึ้นนะ...

http://www.nightatthemuseum.com/
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/nightatthemuseum/museum.html